วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศรับสมัครงาน ตัวอย่างประกาศรับสมัครงาน

*********[b][url=http://www.xn--42cg8caa7bp8av5efj8b7t.com]ประกาศรับสมัครงาน[/url][/b]ประกาศรับสมัครงาน   ด่วน*********

บริษัทดำเนินกิจการเกี่ยวกับการออกแบบและสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องกลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกไปยังใต้หวัน  ซึ่งกำลังมีการขยายงานมาที่จังหวัดนครราชสีมา  ต้องการผู้ที่มีความสามารถมาร่วมงานดังนี้
ตำแหน่ง  วิศวกรอาวุโส   จำนวน  1  อัตรา
คุณสมบัติ   -     จบ วศ.บ. เครื่องกล
- มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการเขียนแบบชิ้นส่วนเครื่องกล ไม่น้อยกว่า 1  ปี
- สามารถอ่านแบบได้
- สามารถใช้ Auto CAD ได้เป็นอย่างดี

ตำแหน่ง  วิศวกรเครื่องกล   จำนวน  1  อัตรา
คุณสมบัติ -      คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา  วศ.บ. เครื่องกล   ในภาคการศึกษาที่ 2/2552
- สามารถใช้ Auto  CAD ได้เป็นอย่างดี
- สามารถอ่านแบบงานเครื่องกลได้ในเบื้องต้น
- มีทักษะด้านงานออกแบบชิ้นส่วนเครื่องกล

ตำแหน่ง  ช่างเทคนิค    จำนวน  1   อัตรา
คุณสมบัติ -         คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา  ปว.ส. ช่างยนต์  ช่างจักรกลหนัก  ช่างยนต์แอร์   ในภาค                                                                การศึกษาที่ 2/2552
-  สามารถใช้ Auto  CAD ได้เป็นอย่างดี
-        สามารถอ่านแบบงานเครื่องกลได้บ้าง





**** ทุกตำแหน่งต้องการผู้ที่มีความรับผิดชอบในการทำงานและสามารถปฏิบัติงานในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา
-  ผู้ที่สนใจสามารถมาลงชื่อหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ อาจารย์สาธิต
-  สัมภาษณ์ประมาณสัปดาห์ที่สองของเดือน กุมภาพันธ์ 2553
-  เริ่มงานประมาณ เมษายน 2553

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศสมัครงาน

ประกาศสมัครงาน

สมัครงานวันนี้.com
ลงประกาศฟรี สมัครงานวันนี้.com
ศูนย์รับสมัครงาน ประกาศหาคนงาน

[b][url=http://www.xn--42cg8caa7bp8av5efj8b7t.com]ประกาศสมัครงาน[/url][/b]

เว็บสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับสมัครงานแบ่งต่าจังหวัดต่างๆ ท่านไดที่ต้องการหางานทำหรือต้องการหาคนงานเชิญโพสฝากประวัติขอมูลได้เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สุนทรพจน์ หมายถึง

สุนทรพจน์ หมายถึง

          สุนทรพจน์หมายถึง คำพูดที่ดีงามไพเราะจับใจ การพูดสุนทรพจน์มักมีในงานสำคัญ เช่น พิธีต้อนรับแขกเมืองสำคัญ พิธีได้รับตำแหน่งสำคัญ   สุนทรพจน์เป็นคำสมาส มาจากคำว่า   สุนทร + พจน์  แปลว่า ถ้อยคำที่มีความไพเราะและดีงาม ดังนั้นการพูดสุนทรพจน์จึงต้องเรียบเรียงถ้อยคำให้ไพเราะสละสลวย  ให้ข้อคิดและจรรโลงใจผู้ฟัง
          การพูดสุนทรพจน์จัดเป็นการพูดอย่างเป็นทางการ  ผู้พูดจึงต้องเตรียมเนื้อเรื่องให้เหมาะสมกับโอกาสหรือสถานการณ์ที่       ได้รับเชิญ  ในบางโอกาสก็ใช้การอ่านจากต้นฉบับ  เพื่อให้ผู้ฟังได้รับสารที่จรรโลงใจและสัมผัสถ้อยคำภาษาที่มีความไพเราะ  สละสลวย
ลักษณะการพูดสุนทรพจน์
      ใช้ถ้อยคำไพเราะลึกซึ้งกินใจ จับใจ
      โน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม
      กระตุ้นผู้ฟัง มีความมั่นใจและยินดีร่วมมือ
      สร้างบรรยากาศให้เกิดความหรรษาและให้ความสุขแก่ผู้ฟัง
โครงสร้างทั่วไปของการพูดสุนทรพจน์
     ๑.   ตอนเปิดเรื่อง กระตุ้นให้ผู้ฟังเห็นความสำคัญของเรื่องที่จะพูด   
     ๒.  ดำเนินเรื่อง ประกอบด้วยเนื้อหาสาระลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน
     ๓.  ตอนจบเรื่อง สรุปความทิ้งท้ายให้ผู้ฟังนำไปคิด หรือฝากไว้ในความทรงจำตลอดไป
โครงสร้างและขั้นตอนของสุนทรพจน์
          คำนำ หรือการเริ่มต้น (Introduction)
          เนื้อเรื่อง หรือสาระสำคัญของเรื่อง (Discussion)
          สรุปจบ หรือการลงท้าย (Conclusion) 
    "ขึ้นต้นให้ตื่นเต้น ตอนกลางให้กลมกลืน และตอนจบให้จับใจ "
แบ่งโครงสร้างของสุนทรพจน์เป็นสัดส่วน ได้ดังนี้ 
              คำนำ         ๕ - ๑๐ %
              เนื้อเรื่อง     ๘๐ - ๙๐ %
               สรุปจบ     ๕ - ๑๐ %
เทคนิคการกล่าวสุนทรพจน์
          1. กล่าวนำอาจจะยกเหตุการณ์สำคัญอาจจะยกเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เริ่มต้นให้น่าสนใจ
          2. ในส่วนเนื้อหานั้นกล่าวแล้วต้องแบ่งประเด็นและอาจจะมีการยกตัวอย่าง การยกตัวอย่างจะทำให้น่าสนใจ
          3. สุดท้ายคือการลงท้าย การลงท้ายจะเรียกคะแนนสุดท้ายของกรรมการได้จะมียกกลอน
          4. เทคนิคขึ้นต้นกับลงท้ายอย่าใช้เทคนิคเดียวกันจะหน้าเบื่อ เริ่มพูดก็ขึ้นกลอนให้เร้าใจ กรรมการหรือผู้ฟังเริ่มสนใจตอนขึ้นต้น ถ้าขึ้นเป็นบทกวีลง
          ท้ายไม่ต้องเป็นบทกวี แต่ถ้าตอนขึ้นต้นอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน พอลงท้ายอาจจะลงท้ายด้วยคำคมภาษิต ข้อคิดเตือนใจ หรือจะเป็นการเน้นย้ำจำเป็น
ที่จะต้องจดจำทิ้งท้ายว่าอย่าง ก็เป็นเรื่องของการเตรียมขั้นตอน ของการกล่าวสุนทรพจน์

“คำกล่าวสุนทรพจน์ของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี”
ในพิธีเปิดงานมหัศจรรย์เด็กไทย มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ ศูนย์แสดงสินค้า 
และการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
ผู้บริหารการศึกษา 
คณาจารย์  นักเรียน  นักศึกษา 
และผู้มีเกียรติทุกท่าน 
         ผมมีความยินดี และมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานมหัศจรรย์เด็กไทย มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งได้มาชื่นชมผลงานที่เกิดจากความสามารถของนักเรียนจากทุกภูมิภาคของประเทศ  ในวันนี้
        เรามีความเชื่อมั่นกันแน่นอนว่า เด็กไทยมีความมหัศจรรย์ในตัวเอง มีการเรียนรู้ จินตนาการ และมีพลังสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ และเด็กยิ่งได้รับการศึกษาอบรม ดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากครอบครัว สถานศึกษาและทุกภาคส่วนของสังคมมากเพียงใด ก็ยิ่งจะทำให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ คุณธรรม และมีความรู้ความสามารถมากขึ้นมากเพียงนั้น เป็นทรัพยากรบุคคลที่พร้อมจะทำคุณประโยชน์และสร้างสรรค์จรรโลงสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า สืบต่อไป  
       การศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุกด้าน รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้มีความเข้มแข็ง ทั้งส่งเสริมการขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานออกไปให้ทั่วถึง เพิ่มเงินอุดหนุนมากกว่า 14,564 ล้านบาท ให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ บรรจุอัตราข้าราชการครูและพนักงานราชการกว่า 1,700 อัตรา เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู สนับสนุนให้นักศึกษาหลักสูตรครู 5 ปี จำนวน 5,000 คน ไปปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู พัฒนาครูที่สอนไม่ตรงวุฒิการศึกษากว่า 30,000 คน และจัดสรรงบประมาณกว่า 22,800 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินวิทยฐานะให้แก่ครูที่มีผลงานในการจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานวิชาชีพ  เป็นต้น
       อย่างไรก็ตาม นโยบายคุณธรรมนำความรู้ยังเป็นหลักชัยในการจัดการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ให้ความสำคัญกับการนำเรื่องคุณธรรมไปใช้ควบคู่กับความรู้ ในขณะเดียวกัน สถานศึกษาทุกแห่งก็ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักคุณธรรม 8 ประการ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ ไปใช้ในการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อปลูกฝังให้หยั่งรากลึกไปสู่วิถีชีวิตของคนไทยต่อไป
        การนำเสนอผลงานของเยาวชนในวันนี้ นอกจากจะทำให้ได้เห็นถึงความรู้ ความสามารถของเด็กและเยาวชนของเราแล้ว ยังทำให้เราได้รับทราบว่ามาตรการที่กล่าวมานั้น ได้ส่งผลให้งานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความก้าวหน้ามากขึ้น
        อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพเศรษฐกิจ  สังคม และเทคโนโลยี ไม่ได้ส่งผลเฉพาะ ทำให้วิถีการดำรงชีวิตของประชาชนต้องพัฒนาและปรับตัวมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่การจัดการศึกษาก็จำเป็นต้องส่งเสริมและพัฒนาเพื่อความเป็นเลิศ และเพื่อเพิ่มพูนทักษะให้   ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้นด้วย  และการจะทำงานในด้านต่างๆ ดังกล่าวให้ได้ผลนั้น  ทุกฝ่ายจะต้องมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
       ในโอกาสนี้ ผมมีประเด็นที่ขอฝากให้ท่านผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้นำไปพิจารณา  ดังนี้
ประการแรก ขอให้ผู้บริหาร ครู และชุมชน  น้อมนำแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”เป็นหลักในการจัดการศึกษา เพื่อให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสที่ยังอาจตกหล่นในหลายพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ขอให้ปรับหลักสูตร หรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่คำนึงถึงความหลากหลายทางพื้นฐานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ให้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างในโอกาสและเพิ่มคุณภาพการศึกษา ของกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ประการที่สอง ขอให้ส่งเสริมให้นักเรียนซึ่งได้เรียนรู้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนแล้ว  นำหลักการนี้ไปสู่การดำรงชีวิต และการตัดสินใจ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติสืบต่อไปด้วย
ประการสุดท้าย ขอให้ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งมั่นคง เช่น การช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกไปทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้ เพื่อทำให้การเมืองของเรามีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และร่วมกันปลูกฝังวิถีชีวิตประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในครอบครัว โรงเรียน และในสังคมโดยรวม
ผมขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้จัดงานมหัศจรรย์เด็กไทย มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ในวันนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรายงานผลการปฏิรูปการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้สาธารณชนได้รับทราบแล้ว ยังเป็นเวทีให้นักเรียนและโรงเรียนได้นำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกันอีกด้วย
ผมขอแสดงความชื่นชมผลงานของเด็กและเยาวชน ไทยซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในหลายๆ ด้าน พร้อมทั้ง ขอขอบคุณผู้ปกครอง   ครู  อาจารย์  ผู้บริหาร  ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นเด็กดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข อันจะเป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่สังคมไทย สืบต่อไป
บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน มหัศจรรย์เด็กไทย  มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ณ บัดนี้ ขออวยพรให้การจัดงานบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ  และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีพลังกาย  พลังใจ และพลังปัญญา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

การเขียนโครงงาน

การเขียนโครงงาน

1. ชื่อโครงงาน

          ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึง วัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย
           การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้           อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะ สื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน

2. ผู้จัดทำโครงงาน

          การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด

3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

          การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย

4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

          ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
                     - แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา
                     - แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล
                     - ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป
           การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

ส่วนที่ 1 คำนำ :
          เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง :
          อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้
ส่วนที่ 3 สรุป :
          สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1
5. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
          วัตถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ
6. สมมติฐานของการศึกษา
          สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว
7. ขอบเขตของการทำโครงงาน
          ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
                    1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนด กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา
                    2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน
8. วิธีดำเนินการ
          วิธีดำเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำ โครงงาน ตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย
                    1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
                    2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
                    3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
                    4. การวิเคราะห์ข้อมูล
          ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
          ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การคาดหวังถึงผลการดำเนินการตามโครงการ ในการเขียนต้องคาดคะเนเหตุการณ์ว่าเมื่อได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์สิ้นสุดลง ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างไรและได้รับมากน้อยเพียงใด ผลที่ได้รับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ศึกษา
10. แผนการกำหนดเวลาปฏิบัติงาน
          การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องกำหนดตารางเวลาดำเนินการทุกขั้นตอน เพราะ การทำตารางเวลาจะเป็นประโยชน์ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อการติดตามประเมินผลการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน จนสิ้นสุดการทำโครงงานนั้น
11. เอกสารอ้างอิง
          เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลักการ ที่นิยมกัน

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Wh Question

Wh Question

คือ ประโยคคำถาม
ที่ไม่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No
แต่ต้องการเป็นรายละเอียด
เวลาออกเสียง ท้ายประโยคไม่ต้องออกเสียงสูงขึ้น

การถาม-ตอบ Wh- Question จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ถามเกี่ยวกับประธานของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) 
คำตอบมักจะเป็นคำนาม 
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1 ถ้าประธานเป็นคน 
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + (Verb to be หรือ คำกริยาช่วย + คำกริยารูปเดิม หรือ คำกริยาช่อง 1) + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who is in the classroom? (ใครอยู่ในห้องเรียน)
=> John is in the classroom. (John อยู่ในห้องเรียน)
Who can speak Japanese? (ใครพูดภาษาญี่ปุ่นเป็น)
=> Ludda can speak Japanese. (ลัดดาพูดภาษาญี่ปุ่นเป็น)
Who rides a bicycle to school? (ใครขี่จักรยานมาโรงเรียน)
=> Somsak rides a bicycle to school. (สมศักดิ์ขี่จักรยานมาโรงเรียน)
Who goes to the market every morning? (ใครไปตลาดทุกเช้า)
=> Malee goes to the market every morning. (มาลีไปตลาดทุกเช้า)
1.2 ถ้าประธานเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + (Verb to be หรือ คำกริยาช่วย + คำกริยารูปเดิม หรือ คำกริยาช่อง 1) + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What is in the box? (อะไรอยู่ในกล่อง)
=> A pen is in the box. (ปากกาอยู่ในกล่อง 1 ด้าม)
What can sing? (อะไรที่ร้องเพลงได้)
=> Jim's bird can sing. (นกของ Jimร้องเพลงได้)
What plays football with John? (อะไรเล่นฟุตบอลกับ John)
=> A dog plays football with John. (สุนัขเล่นฟุตบอลกับ John)
2. ถามเกี่ยวกับกรรมของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
มักจะตอบด้วยคำนามหรือคำสรรพนาม
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
2.1 ถ้ากรรมเป็นคน
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who do you love? (คุณรักใคร)
=> I love you. (ฉันรักคุณ)
Who does Mr. White hate? (Mr. White เกลียดใคร)
=> He hates John. (เขาเกลียด John)
2.2 ถ้ากรรมเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What do Tom and Tony eat every day? (Tom และ Tony ทานอะไรทุกวัน)
=> They eat noodles every day. (พวกเขาทานก๋วยเตี๋ยวทุกวัน)
What does Susan drink every morning? (Susan ดื่มอะไรทุกเช้า)
=> She drinks milk every morning. (หล่อนดื่มนมทุกเช้า)
3. ถามเกี่ยวกับส่วนขยายของกรรม
เช่น ที่ไหน/เมื่อไหร่/อย่างไร ฯลฯ 
(จะไม่ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) 
อาจจะตอบด้วยคำ หรือกลุ่มคำ (วลี) เช่น
3.1 ถามขึ้นต้นด้วย Where 
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "ที่ไหน"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Where + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Where do you go every Saturday? (คุณไปไหนทุกวันเสาร์)
=> I go to Chiangrai every Saturday. (ฉันไปเชียงรายทุกวันเสาร์)
Where does he go every Sunday? (เขาไปไหนทุกวันอาทิตย์)
=> He goes to Chiangrai every Sunday. (เขาไปเชียงรายทุกวันอาทิตย์)
3.2 ถามขึ้นต้นด้วย When 
ถ้าต้องการรายละเอียดเป็นเวลาว่า "เมื่อไหร่"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
When + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
When do Tom and Tony watch TV? (Tom และ Tony ดูทีวีเมื่อไหร่=ตอนเวลาเท่าไหร่)
=> They watch TV at 8 o'clock. (พวกเขาดูทีวีตอน 8 นาฬิกา)
When does Tom watch TV? (Tom ดูทีวีเมื่อไหร่=ตอนไหน)
=> He watches TV at night. (เขาดูทีวีตอนกลางคืน)
When does Mary play basketball? (Mary เล่นบาสเก็ตบอลเมื่อไหร่=ตอนไหน)
=> She plays basketball in the evening. (เธอเล่นบาสเก็ตบอลตอนเย็น)
3.3 ถามขึ้นต้นด้วย How 
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "อย่างไร"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
How + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
How do you go to Bangkok? (คุณไปกรุงเทพอย่างไร=เดินทางโดยอะไร)
=> I go to Bangkok by bus. (ฉันไปกรุงเทพโดยรถโดยสารประจำทาง)
How does Somsri go to the market? (สมศรีไปตลาดอย่างไร)
=> She goes to the market on foot. (หล่อนเดินไปตลาด)
http://www.star-circuit.com/article/another-article/Wh-Question.html

ความหมายของบทความ

ความหมายของบทความ

อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวถึงชนิดของการเขียนไว้อย่ากว้าง ๆ 2 ประเภท
คือ การเขียนประเภทร้อยกรอง (poetic) และประเภทร้อยแก้ว (rhetoric) ต่อมาได้มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางและตกลงให้ใช้คำต่อไปนี้แทน
คือ การเขียนประเภทจินตนาการ (imaginative) และการเขียนประเภทข้อเท็จจริง (factual)
      สำหรับการเขียนบทความเป็นส่วนหนึ่งของการเขียนประเภทข้อเท็จจริง ซึ่งรูปแบบของบทความมีความหลากหลาย เช่น บทความ บรรยาย บทความความเห็น บทความสัมภาษณ์ บทความรายงาน ฯลฯ โดยบทความเหล่านี้จะอาศัยข้อเท็จจนิงเป็นพื้นฐานสำคัญในการเขียน
             จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ชวลิต ปัญญาลักษณ์ อดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สรุปในเชิงค้วมหมายว่า บทความมีความหมายใน 2 นัย กล่าวคือ บทความ หมายถึง ความเรียนหรือข้อเขียนเชิงร้อยแก้วที่เสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นจริง มีการใช้ภาษา ลีลา การเขียนที่มีแบบแผน ในความหมายที่กล่าวนี้จึหมายถึงบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ อันได้แก่ บทความเชิงวิชาการ บทวิจารณ์ บทวิเคราะห์
        เหตุการณ์ บทความ สารคดี เป็นต้น และความหมายอีกนัย ก็คือ บทความที่มุ่งเสนอความคิดเห็น แต่ความคิดเห็นนั้นเป็นความคิดเห็นที่ประกอบขึ้นมาจากข้อเท็จจริงไม่ใช่ความคิดเห็นของผู้เขียน ดังนั้น บทความในความหมายหลังนั้นจึงหมายถึง
   บทบรรณาธิการหรือบทนำ บทวิจารณ์ รวมที้งคอลัมน์ต่าง ๆ
       นอกจากนั้น กาญจนา นาคสกุล แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความหมายของบทความไว้ว่า บทความ คือ งานเขียนประเภทร้อยแก้วซึ่งเขียนเพื่อเสนอความรู้ ความคิดหรือควาเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน
  ดังนั้น บทความจึงเป็นงานเขียนที่ครอบคลุมเนื้อหาและรูปแบบกว้างขวาง อย่างไรก็ดีบทความจึงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกับงานเขียนร้อยแก้วโดยทั่วไป ซึ่งพอสรุปลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้
1. ข้อเท็จจริงที่นำมาเขียนบทความจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีสาระ มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ให้ความรู้ ให้ความคิดเห็นแก่ผู้อ่าน
2. บทความเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ในตัว ความรู้และความคิดที่เสนอเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งบทความอาจเสนอประเด็นปัญหาในบางแง่มุมเท่านั้น
3. บทความจะต้องเสนอเรื่อที่กำลังเป็นที่สนใจของคนโดยทั่วไป โดยมีจุดเด่นของเรื่องมีความสำคัญต่อความรู้และความรู้สึกนึกคิด4. บทความจะต้องเขียนชวนให้อ่านตามยุทธวิธีที่เร้าความสนใจ โดยเฉพาะ
5. บทความต้องเน้นแนวคิดที่แปลก แต่จะต้องมีสาระและเหตุผลการใช้ภาษาและลีลาการเขียน ดังนั้นความหมายของบทความ คือ งานเขียนประเภทร้อยแก้วที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอความรู้ ความคิดเห็น หรือความเพลิดเพลิน โดยที่ความรู้ ความคิดเห็น หรือความเพลิดเพลินนั้นเขียนขึ้นจากข้อเท็จจริงที่มีสาระ มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ รวมทั้งบทความดังกล่าวจะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนโดยทั่วไป
ประเภทของบทความ

ดังได้กล่าวแล้ว บทความนั้นมีลักษณะหลากหลายในการเขียน ดังนั้นในการระบุประเภทของบทความย่อมสามารถพิจารณาได้หลายลักษณะ แต่ในที่นี้จะจำแนกเป็น 10 ประเภทดังนี้

1. บทความเชิงบรรยาย (Narrative Article) เป็นบทความที่บรรยายประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะแปลกใหม่ ต้องบอกแก่ผู้อ่านเท่าที่ตนทราบ โดยบอกได้อย่างถูกต้อง ไม่น่าเบื่อ กล่าวคือการบรรยายให้ผู้อ่านสนใจ ประทับใจ เขียนให้เห็นจริงเห็นจัง โดยละเอียด ใช้ภาษาเรียบ ง่าย ไม่กำกวม ไม่วกวน

ในการเขียนโดยมากจะกล่าวถึงการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งหรือบุรุษที่สาม กล่าวคือถ้าเป็นการใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง จะเป็นการบรรยายประสบการณ์ในเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดของผู้เขียนที่บรรยายเป็นงานเขียนออกมา ถ้าเป็ฯการใช้สรรพนามบุรุษที่สาม จะเป็ฯการบรรยายถึงประสบการณ์ของบุคคลอื่นซึ่งเป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผู้เขียน

2. บทความเชิงแสดงบุคลิกภาพ (Personality Sketch Article) เป็นบทความที่มุ่งให้ผู้อ่านทราบคุณลักษณะบุลิกภาพของบุคคลที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง สิ่งซึ่งทำให้บุคคลมีจุดเด่น น่าสนใจ การเขียนจะยึดหลักข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และใช้ความคิดเห็นจากบุคคลอื่นประกอบ ทั้งต้องระลึกเสมอว่าไม่ใช่เป็นการเขียนชีวประวัติบุคคล

3. บทความเชิงสัมภาษณ์ (Interview Article)เป็นบทความแสดงความคิดเห็นของบุคคลต่อปรากฏการณ์ใด โดยปกติบทความประเภทนี้มักจะมีคำถาม คำตอบสลักกับแกนรูปแบบการเขียนลักษษณะร้อยแก้ว เหมือนกับบทความประเภทอื่น ๆ อย่างก็ดีในการเขียนผู้เขียนควรแทรกเกร็ดของเรื่องหรือแต่ละประเด็ในบางตอนเพื่อขจัดความน่าเบื่อ

4. บทความเชิงสาธิตวิธีการ (How-to-do-it Article) เป็นบทความที่เขียนเพื่ออธิบายการกระทำตามขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดขั้นตอน หรือครบกระบวนการ เพื่ผู้อ่านอ่านจนสามารถนำไปปฏิบัติได้ การเขียนบทความประเภทนี้จะต้องเขียนให้รายละเอียดมากกว่าการเสนอเพียงข้อมูลเท่านั้น

5. บทความความเรียง (Easay Article) เป็นบทความที่ค่อนข้างสั้น จะต้องจัดการลำดับข้อเท็จจริง การเสนอประเด็นที่จัดกุม เพราะมีประเด็นในการเขียนเพียงประเด็นเดียว การเขียนบทความความเรียงนี้ จะแตกต่างกับการเขียนเรียงความธรรมดำมาก ดังนั้น ผลงานเขียนบทความประเภทนี้จะสะท้อนให้เห็นสมรรถนะหรือบุคลิกลักษณะการเขียนของผู้เขียนแต่ละคน เพราะว่าบทความเชิงความเรียงนี้ยังแยกตามวัตถุประสงค์การเขียนได้อีก 5 ลักษณะ คือ

5.1 บทควาเพื่อให้ข่าวสาร (Information Article) เป็นบทความที่มุ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากข่าว แต่การเขียนรูปแบบต่างกับการเขียนข่าว กล่าคือ เขียนตามเนื้อหาสาระตามลำดับที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้ทราบ ดังนั้นบรรณาธิการ ไม่สามารถตัดข้อความในตอนท้ายของบทความออกได้

5.2 บทความเพื่อแสดงความเห็น (Opinion Article) เป็นบทความที่เสนอควาคิดเห็นของผู้เขียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุผล และข้อเท็จจริงแก่ผู้อ่าน ความคิดเห็นดังกล่าวจะต้องแปลกกว่าที่เคยมีมา และเป็ฯในทางสร้างสรรค์มีความเป็นไปได้ น่าสนใน แต่ต้องไม่ใช่ความคิดเห็นเป็นลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ประการสำคัญความคิดเห็นนั้นจะต้องมากจากการบูรณการของข้อเท็จจริง

5.3 บทความเพื่อการอธิบาย (Interprete Article) เป็นบทความที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับบทความเพื่อการให้ข่าวสาร และบทความเพื่อแสดงควาเห็น แต่มีวามแตกต่างกันตรงที่ ทความเพื่อการอธิบายจะให้แง่มุมที่ลึกซึ้งกว่า โดยเฉพาะจะเป็ฯการตอบคำถามของคำถามเหล่านี้ คือ ใคร อะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ทำไม และอย่างไร ซึ่งจะเน้นตอบคำถามอย่างไรมากกว่า

5.4 บทความชวนขัน (Humorous Article) เป็นบทความที่ค่อนข้างเขียนยากเพราะว่า การเขียนบทความชวนขัน ในที่นี้ไม่ใช่เป็นการเขียนมุขตลกขบขัน แต่เป็นการเขียนจากข้อเท็จจริง โดยใช้ข้อมูลในบางเรื่อง อตจเป็นข้อเท็จจริงที่หนักสมองแต่นำมาเขียนให้ชวนขัน ซึ่งในขณะขบขันนั้นจะมีความรู้สึกบางอย่างขึ้นพร้อมกัน เช่น ขบขันทั้งน้ำตา การเขียนบทความลักษณะนี้ จะเริ่มต้นจากการเขียนที่มีลีลาที่สุภาพเรื่อยไปจนกระทั่งมีบางตอนบางแห่งหรือหลายแห่งจะมีถ้อยคำหรือข้อความเป็นลักษณะหยิกแกมหยอก ยั่วยุ เสียดสี ฯลฯ โดยใช้คภชวนขัน

5.5 บทความกระตุ้นจิตสำนึก (Inspirational Article) เป็นบทความที่ผู้เขียนมุ่เสนอประสบการณ์ของตนเองหรือผู้อื่นเกี่ยวกับความเชื่อ ศาสนา การตัดสินใน ความมานะ พยายาม ความอดทน ความเจ็บป่วย ฯลฯ เพื่อกระตุ้นหรือปลุกระดมให้ผู้อ่านมีความสำนึกในบางเรื่องบางสถานการณ์

6. บทความเชิงโต้แย้ง (Controyersial Article) เป็นบทความที่มีประเด็นปัญหาที่แตกต่างกันในเชิงความคิด ผู้เขียนเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลให้มีความสมดุลระหว่างประเด็นที่แตกต่างกัน แล้วปล่อยให้ผู้อ่านได้พิจารณาตัดสินเอง

7. บทความเชิงวิจารณ์ (Critical Article) เป็นบทความที่เกี่ยวกับวรรณกรรมหรือศิลปกรรม บทความประเภทนี้มี 2 ลักษณะ ลักษณะแรก เป็นการเขียนแนะนำให้ทราบแม้จะมีการวิจารณ์ก็ไม่ค่อยจะรุนแรงมาก ส่วนอีกลักษณะเป็นการเขียนวิจารณ์ที่รุแรงเพื่อวินิจแัยคุณค่าของผลงานนั้น ๆ การวิจารณ์อาศัยหลักแลกฎเกณฑ์ทั้งทางฟฤษฎีและเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพื่อการประเมินคุณค่าอย่างเป็นธรรม

8. บทความเชิงวิเคราะห์ (Analytical Article) เป็นบทความที่มุ่งเสนอการวิเคราะห์เหตุการณ์ใด ๆ โดยเน้นประเด็นสำคัญของเรื่อง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการประเมินคุณค่าเสมอไป แต่ควรมีข้อเสนอที่ว่าสิ่งที่เกิดขณะนั้นจะนำไปสู่เหตุการณ์อะไรในอนาคตได้บ้าง ซึ่งการวิเคราะห์จะต้องมีความสมเหตุสมผลในการเขียน นอกจากนั้นอาจสรุปเป็นแนวคิดแก่ผู้อ่านก็ได้

9. บทความเชิงสารคดี (Feature Article) เป็นบทความที่เขียนแบบสารคดีมีการวิเคราะห์วิจารณ์ควบคู่กันไป ทำให้มีสาระมากกว่าบันเทิง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การเอาข้อเท็จจริงที่มีสารมาเขียนในรูปแบบของสารคดีนั่นเอง

10. บทความเชิงวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่มุ่งเสนอความรู้เรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยตรง ได้ แก่ รายงานทางวิชาการ รายผลการวิจัย รายงานการประชุมเชิงวิชาการเป็นต้น บทความประเภทนี้มีการเสนอสาระอย่างตรงไปตรงมา แต่บางครั้งอาจมีการอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างแก่ผู้อ่านในบางส่วนเท่าที่จำเป็นก็ได้

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการจำแนกประเภทของบทความในแนวหนึ่ง ซึ่งตำราบางเล่มอาจแบ่งประเภทของบทความที่แตกต่างไปจากนี้ เช่น เจือ สตะเวทิน แบ่งไว้ 2 ประเภท คือบทความทางการเมืองและบทความเชิงความรู้ นอกจากนั้น วาสนา เกตุภาค ได้แบ่งเป็น 2 ประเภท เช่นกัน คือ บทความทางวิชาการ และบทความทั่วไป เป็นต้น
               ตัวอย่างบทความเกี่ยวกับเรื่อง “สุขภาพ”

                    หัวข้อ “กินส้มตำ ระวังเจออาหารเป็นพิษ”

ส้มตำ

หลายๆ คนเวลารับประทานอาหารไม่ค่อยระวังความสะอาดของอาหารเท่าที่ควร  โครงการศึกษาคุณภาพความปลอดภัยของส้มตำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำการสำรวจส่วนประกอบที่ใช้ในการทำส้มตำและส้มตำปรุงสำเร็จรวมทั้งสิ้น 202 ตัวอย่าง ตรวจโดยชุดทดสอบอาหารและวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่าในจำนวนตัวอย่าง 202 ตัวอย่าง ไม่ได้มาตรฐานร้อยละ 21.7 พบเชื้อโรคอาหารเป็นพิษและสุขลักษณะที่ไม่ดีในส้มตำปรุงสำเร็จสูงถึงร้อยละ 67 สำหรับวัตถุดิบที่ประกอบส้มตำ พบสีในกุ้งแห้งสูงถึงร้อยละ 95 พบสาร
อะฟลาทอกซินที่ทำให้เกิดมะเร็งตับเกินมาตรฐานในถั่วลิสงคั่วร้อยละ 15 และตรวจพบยาฆ่าแมลงในพริกขี้หนูจำนวนหนึ่ง ภาวะอาหารเป็นพิษ หรือที่เรียกว่า "food poisoning" จัดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในอาหารพบว่าเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ "ซัลโมเนลลา" salmonella และ "แคมไพโรแบคเตอร์" campylobacter เป็นเชื้อก่อเหตุที่สำคัญที่สุดของภาวะอาหารเป็นพิษ ทั้งรายงานจากต่างประเทศและการศึกษาในประเทศไทย เชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา พบในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์หลายชนิด รวมทั้งไข่เป็ดไข่ไก่ ส่วนเชื้อแบคทีเรียแคมไพโรแบคเตอร์ มักพบในเนื้อไก่ที่ใช้บริโภค ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป  ส่วนใหญ่แล้วภาวะอาหารเป็นพิษมักจะไม่ มีอาการรุนแรงมากเท่าใด และอาการจะเป็นไม่นาน ผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการท้องเสียเพียงแค่สองสามวัน อาจมีไข้ต่ำๆ หรือบางคนไม่มีไข้เลยก็ได้ อาการปวดท้องมักไม่รุนแรง อาจเพียงรู้สึกปวดมวนท้องบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม หากภาวะอาหารเป็นพิษนี้เกิดขึ้นกับผู้ที่จัดว่ามีภูมิต้านทานลดน้อยลง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ โรคเบาหวาน หรือโรคเอดส์ การติดเชื้อจะรุนแรงและทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้   ฤดูร้อนเป็นฤดูที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด ในบางพื้นที่ของประเทศที่ประสบกับภาวะภัยแล้ง ในช่วงฤดูร้อนนี้อาจจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ บิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อย หรือไข้ไทฟอยด์ เป็นต้นจึงควรระมัดระวังในเรื่องความสะอาดของอาหาร น้ำดื่ม และภาชนะในการใส่อาหาร ตลอดจนให้มีการใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และควรทราบในเบื้องต้นถึงอาการสำคัญและวิธีการป้องกันโรคติดต่อที่มักจะเกิด ในฤดูร้อนที่สำคัญและพบได้บ่อย   โรคติดต่อทางอาหารและน้ำที่สำคัญที่ สุดคือ โรคอุจจาระร่วง (diarrhea) ซึ่งเกิดจากเชื้อต่างๆ ได้หลายชนิด อาทิเช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ เชื้อต่างๆ เหล่านี้สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป อาการสำคัญคือ ถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกปนเลือด โดยทั่วไปมักจะอาเจียนร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย จนกระทั่งรุนแรงมากเช่นเดียวกับอหิวาตกโรค โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากพิษของเชื้อ แบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลล่า แคมไพโรแบคเตอร์ เชื้อรา เห็ดบางชนิด หรือสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ซึ่งมักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว และไข่เป็ด ไข่ไก่ รวมทั้งอาหารกระป๋อง อาหารทะเล และน้ำนมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ นอกจากนี้อาจพบในอาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็นไว้ ถ้าไม่ได้อุ่นให้ร้อนพอ ก่อนรับประทานก็จะทำให้เป็นโรคนี้ได้  อาการสำคัญ คือ มีไข้ ปวดท้อง เนื่องจากเชื้อโรคทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ นอกจากนี้อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ซึ่งถ้าถ่ายมากจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ได้ และบางรายอาจมีอาการรุนแรง เนื่องจากมีการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ข้อและกระดูก ถุงน้ำดี กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ไต เยื่อหุ้มสมอง และเมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กทารก เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ    โรคติดต่อทางอาหารและน้ำดังกล่าว แม้ว่าจะมีสาเหตุของการเกิดโรคต่างกัน แต่จะมีวิธีการติดต่อที่คล้ายคลึงกัน คือ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ ก้อย หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หรืออาหารที่ทิ้งไว้ค้างคืน โดยไม่ได้แช่เย็นไว้ และไม่ได้อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคดังกล่าวข้างต้น สามารถแพร่เชื้อได้ทางอุจจาระ และหากเป็นผู้ประกอบอาหารหรือพนักงานเสริฟอาหาร ก็จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้มากเช่นกัน

http://www.star-circuit.com/article/another-article/The-meaning-of-Article.html


วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ก็บอกว่าเต็มแล้ว จะมาสัมภาษณ์อะไรอีก ไปคณะอื่นไม่ได้หรอ” จะมีวิธีแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ?

ก็บอกว่าเต็มแล้ว จะมาสัมภาษณ์อะไรอีก ไปคณะอื่นไม่ได้หรอ จะมีวิธีแก้ไขสถานการณ์อย่างไร ?
ตอบ   วิธีแก้ไขสถานการณ์นี้ก็ คือ ถ้าใครได้เจอคำถามแบบนี้แล้วก็ต้องถึงกลับเงียบจนตอบอะไรไม่ถูก แต่สำหรับฉันก็จะทำสีหน้าแบบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วใช้ไหวพริบในการคิดคำตอบออกไปว่า ฉันมั่นใจและตั้งใจที่จะเข้ามาศึกษาต่อในคณะนี้และมหาวิทยาลัยแห่งนี้  คณะนี้คือคณะที่ฉันใฝ่ฝันและพร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาต่อ  โดยส่วนตัวแล้วดิฉันเชื่อว่า สถาบันแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้น และเป็นที่แรกที่จุดประกายให้ดิฉันอยากจะมาศึกษา ช่วยกรุณาเมตตารับดิฉันไว้พิจารณาไว้ก่อน  อย่าพึ่งตัดสินใจ ณ ตอนนี้ก็ได้  เผื่อมีคนสอบสัมภาษณ์ติดแล้วสละสิทธิ์  แล้วบอกว่า ขอบพระคุณค่ะจากนั้นเดินออกไปเลย

เธอมีดีอะไร ที่จะทำให้สามารถเข้ารับการศึกษาต่อได้ ?

  เธอมีดีอะไร ที่จะทำให้สามารถเข้ารับการศึกษาต่อได้ ?

ตอบ   ถ้าพูดถึงการมีดีของตัวเราเองแล้วนั้น ทุกคนล้วนต่างมีดีในแบบของใครของมัน แต่สำหรับการมีดีในส่วนของฉันนั้น คือ  ฉันเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถเป็นมิตรกับผู้อื่นได้ทุกคนและที่สำคัญฉันเป็นคนที่ตั้งใจเรียน ปฏิบัติตามกฏระเบียบของโรงเรียนอยู่เสมอ ฉันเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยทั่วไป  ฉันมักทำอะไรด้วยตัวเอง  ฉันรู้สึกสนุกสนานกับการเป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน  ฉันเป็นคนขี้สงสาร มีอารมณ์อ่อนไหวไปกับความทุกข์ ความยากลำบากของคนอื่นเสมอ ฉันมีความซื่อสัตย์และมีเป้าหมายในชีวิตเสมอก่อนจะตัดสินใจ ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อฉันจะจ่ายเงินซื้ออะไรสักอย่าง ฉันมักจะวิเคราะห์ คิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วนก่อนที่ฉันจะซื้อ ฉันจะมีความสุขที่สุดตอนที่ฉันกำลังเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลา และสนุกสนานกับการทำอะไรสักอย่าง  ฉันชอบทำงานอย่างเป็นระบบ และสามารถชี้จุดบกพร่องได้อย่างทันท่วงทีว่า มันอยู่ตรงจุดไหน และต้องจัดการกับมันอย่างไรบ้าง ฉันชอบใช้ความสามารถและความพยายามอย่างไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้งานออกมาดีที่สุดเสมอ ฉันมักทำงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ผลและจริงจังกับชีวิตเอามากๆ  

ตลาดน้ำขวัญเรียม

“ตลาดน้ำขวัญเรียม”
  แหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น

ตลาดน้ำ

จากการที่โรงเรียนได้ปิดการเรียนการสอนตั้งแต่วันที่ 2-4 มกราคม 2556 ฉันก็ได้ไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่”ตลาดน้ำขวัญเรียม” ซึ่งตั้งอยู่ที่ วัดบำเพ็ญเหนือ-วัดบางเพ็งใต้ ฉันได้ไปศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนที่นั้น คือ พวกเขาดำรงชีวิตกันอย่างเรียบง่ายมีการทำมาค้าขายกันตามลำคลอง บางคนก็พายเรือเร่ขายของ มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งขนมไทย ของที่ระลึก อาหารนานาชนิด ให้ได้เลือกสรรกัน นักท่องเที่ยวก็มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้มาเที่ยวชมกันอย่างหลากหลาย มีการจัดการแสดงต่างๆ เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ การมาศึกษาศิลปวัฒนธรรมครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ก็ยังมีพวกแม่ค้าที่ยังใส่หมวกงอบขายของ ทำให้นึกถึงภาพสมัยก่อน แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ฉันประทับใจที่ได้มาเห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมากมาย มีอาหารแปลกๆสมัยโบราณที่เราไม่เคยรับประทาน เราก็ได้มาลองชิม ลองกินกัน ได้ไปถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศในตลาดน้ำ และได้ซื้อของฝากไปให้คนที่บ้าน การได้มาศึกษาครั้งนี้ทำให้ได้รับประโยชน์มาก ถึงอากาศจะร้อนแต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาศึกษาแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมที่นี่  ใครที่ยังไม่เคยมาก็อยากให้มาเที่ยวกัน เพราะทำให้เราได้รับประสบการณ์ไม่เพียงแต่การศึกษาในหนังสือเรียนเท่านั้นแต่เป็นการศึกษานอกห้องเรียนที่ได้รับความรู้อีกวิธีหนึ่งด้วย 

เนื้อเพลง: ข้ามันลูกทุ่ง

เนื้อเพลง: ข้ามันลูกทุ่ง


                        ศิลปิน :   ไท ธนาวุฒิ
ข้ามันลูกทุ่ง ข้านอนมุ้งสี่สาย
ผูกด้วยเชือกจูงควาย เอนกายแล้วสิ้นลำเค็ญ
ไม่ต้องสนใจมาดัดนิสัยข้าหรอกบานเย็น
ข้ามันลูกทุ่งเอ็งก็คงเห็น ข้าเป็นแค่คนชาวนา

ถ้าเอ็งมองข้าว่าหัวของข้าล้าสมัย
สุดที่เอ็งทนได้ ตามใจเอ็งเถิดแก้วตา
จะเปิ่นหรือเชย ข้าก็ยังเคยมุ้งแบบของข้า
เอ็งอยากจะรักข้าก็ไม่ว่า เอ็งจะเกลียดข้าไม่ว่าสักน้อย

ไอ้หนุ่มบางไหนมันใส่กางเกงหุ่นสวย
ถ้าเอ็งชังกางเกงขาก๊วย คนสวยไม่ต้องมาคอย
ถ้าเจ้าบานเย็นคิดไปเด่นในกรุงเลิศลอย
อยากจะทิ้งข้าให้เศร้าหงอย ข้าจะไม่คอยขวางตา

ข้ามันลูกทุ่งข้านอนมุ้งสี่หู
ข้าพูดเอ็ง มึ ง กู ฟังดูก็ตรงหนักหนา
ข้าชอบไทยเดิม ข้าส่งข้าเสริมคำพูดบ้านข้า
ข้าแต่งกับเอ็ง เอ็งเป็นของข้า
ใครเรียกภรรยา แต่ข้าเรียกเมีย...
                                                                
ถอดเนื้อความจากเพลง


เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อนที่ทำไร่ทำนา นอนกางมุ้งสี่สายผูกด้วยเชือกที่ใช้ผูกควาย ซึ่งคนในปัจจุบันนี้นอนในห้องที่มีมุ้งลวด เหล็กดัดอย่างดี และอาจมองเห็นได้ว่าคนในสมัยก่อนนั้นมีความล้าสมัย เปิ่น เชย ที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงการแต่งกายของคนซึ่งอาจถูกเปรียบเทียบได้ว่าคนในสมัยก่อนนั้นใส่กางเกงขาก๊วย ไม่เหมือนกับคน ณ ปัจจุบันนี้แต่งกายด้วยชุดหรูหราเปรียบเสมือนคนในเมืองกรุง จนลืมที่จะคิดมาเหลียวมองคนบ้านนอกอย่างเราๆ สิ่งสุดท้ายนั่นคือการใช้ภาษาในการสื่อสาร คนสมัยก่อนอาจใช้ภาษาไม่ค่อยสุภาพมากนัก เช่น การเรียกแทนตัวเราเองว่าข้า เอ็ง มึง กู ซึ่งเป็นภาษาบ้านๆ ที่คนในสมัยนั้นใช้เรียกกันจนเป็นความเคยชินแต่คนในสมัยนี้อาจมองว่าเป็นภาษาที่หยาบคาย ไม่เหมาะสมในการพูด นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เลือกเพลงนี้มา เพราะมันทำให้เรามองด้านหลายแง่มุมเกี่ยวกับอารยธรรมของคนในอดีตสู่ปัจจุบัน

ฉันรักเมืองไทย

ฉันรักเมืองไทย  วันอาทิตย์ที่ 10  มิ.ย. 2555
รายการฉันรักเมืองไทยวันนี้ และผม ต๊ะ พิภู พุ่มแก้ว ได้ทำกิจกรรมร่วมกับแฟนคลับรายการฉันรักเมืองไทย ซึ่งแขกรับเชิญในวันนี้จะสร้างห้องสมุดให้แก่เด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล เราจึงร่วมบริจาคหนังสือ ของเล่นเด็ก เงินบริจาค และมุ่งหน้าไปยังจังหวัดราชบุรี แขกรับเชิญสาวแอฟริกาใต้ ที่มาอยู่เมืองไทยได้ 9 ปีแล้วคือคุณ บรอนวิน พรมทัศน์ ผู้ปั้นฝันเด็ก ได้นัดเจอที่เรือนจำกลางซึ่งมีกิจกรรมพิเศษก่อนเข้าไปในเรือนจำกลางนั้นต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน(ตรวจร่างกาย) ผู้อำนวยการวิโรจน์ โต๊ะเจริญ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง แดน 3 ในเรือนจำนั้นเป็นแดนการศึกษา เรือนจำในที่นี้เป็นเรือนจำที่นักโทษได้รับโทษสูงสุดตลอดชีวิต กิจกรรมที่แสดงในเรือนจำนั้นเป็นกิจกรรมที่พัฒนาด้านจิตใจแสดงถึงโทษของยาเสพติดว่ามันไม่ดี เมื่อนักโทษออกไปสู่สังคมายนอกต้องรู้จักให้อภัยนึกถึงความรู้สึกของคนภายนอก จะมีการจัดกิจกรรมเดือนละ 4 ครั้ง คุณบรอนวิน จะมาเป็นคุณครูอาสาที่โรงเรียนวัดเจดีย์หัก จุดเริ่มต้นในการอยากมาเป็นคุณครูอาสาคืออะไร เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วได้สนิทกับเด็กกลุ่มหนึ่งและถามเด็กกลุ่มนั้นว่า ความฝันที่อยากจะเป็นคืออะไร เด็กกลุ่มนั้นบอกว่า อยากเป็นคนล้าจาน คนผสมปูน เด็กเสริฟ อาชีพพวกนั้นเข้าไปอยู่ในหัวของน้องๆได้อย่างไร สิ่งนั้นคือสิ่งที่พ่อแม่เป็นหรือที่เห็นอยู่ในชุมชนของเขา เขาไม่ได้คิดที่จะมีโอกาสในชีวิตของเขา เราก็จะให้กำลังใจเขาให้เขานั้นฝันต่อไป นี่เป็นชุมชนซึ่งเป็นสถานที่ห้องสมุดห้องแรกของเราเป็นห้องสมุดเล็กๆที่เราได้เข้ามาช่วยเหลือเด็กๆ เด็กๆเปรียบเสมือนเมล็ดข้าวเม็ดหนึ่ง ซึ่งเรารดน้ำ เลี้ยงดูดีๆ เติบโตเป็นต้นข้าวตอนนี้หนังสือภาษาอังกฤษเพียงพอแล้วขาดอยู่แต่หนังสือภาษาไทยและกำลังจะสร้างห้องสมุดอีกที่หนึ่ง คุณบรอนวิน ได้พาเด็กๆไปทัศนะศึกษาโดยการไปดูผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอาชีพดัดลวดเป็นรูปต่างๆที่ใช้ในการปลูกต้นไม้ดังสุภาษิตที่ว่า คนอายุน้อยจะฝึกฝนอะไรก็ง่าย คนอายุมากจะฝึกฝนยากขึ้นคุณต๊ะ พิภู ได้ทำกิจกรรมกับคุณบรอนวินมาหลายอย่างแล้ว

ยังไม่ทราบว่าคุณบรอนวินมาเมืองไทยได้อย่างไรตอนแรกมาเป็นนักท่องเที่ยว พอมาก็ชอบที่จะอยู่ที่นี่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วกลับมาเป็นทีมอาสาสมัคร ใครเป็นคนสอนภาษาไทยให้ตอนแรกๆ ตอนแรกพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้แล้วมาอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆเลยเรียนรู้กับพวกเขา