วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Love story

Love story
My  love story on social media when I  was  high school . I  met that guy  on chatting online After we were talking for a  2  weeks.  He started texting me a lot. and we exchanged numbers. Then  we  started dating at The Mall Bangkapi. We went to go see the movie and we  have a dinner. This guy  was  10 years older than me. But I did not worry about  anything. He look so mature and he is a  good  consultant for me. He was  consulted  by me everything.  It was more than four years ago but I remember almost every detail about the first time I met my guy.
Not Love story

No relationship is perfect. When  I  had lots of fun times and probably I  had a few bad times My parents got divorced .When  I was Primary School. My father just got a new girlfriend. I raised up by my mother. I hardly ever see my father. I think that my mother is the best women. She is a single mom until now. I  do not  know. Why my parents got divorced. However I felt proud of my mother. She did not want anything for me. Just only graduate and get a good job in the future.

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศรับสมัครงาน ตัวอย่างประกาศรับสมัครงาน

*********[b][url=http://www.xn--42cg8caa7bp8av5efj8b7t.com]ประกาศรับสมัครงาน[/url][/b]ประกาศรับสมัครงาน   ด่วน*********

บริษัทดำเนินกิจการเกี่ยวกับการออกแบบและสร้าง ชิ้นส่วนเครื่องกลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกไปยังใต้หวัน  ซึ่งกำลังมีการขยายงานมาที่จังหวัดนครราชสีมา  ต้องการผู้ที่มีความสามารถมาร่วมงานดังนี้
ตำแหน่ง  วิศวกรอาวุโส   จำนวน  1  อัตรา
คุณสมบัติ   -     จบ วศ.บ. เครื่องกล
- มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการเขียนแบบชิ้นส่วนเครื่องกล ไม่น้อยกว่า 1  ปี
- สามารถอ่านแบบได้
- สามารถใช้ Auto CAD ได้เป็นอย่างดี

ตำแหน่ง  วิศวกรเครื่องกล   จำนวน  1  อัตรา
คุณสมบัติ -      คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา  วศ.บ. เครื่องกล   ในภาคการศึกษาที่ 2/2552
- สามารถใช้ Auto  CAD ได้เป็นอย่างดี
- สามารถอ่านแบบงานเครื่องกลได้ในเบื้องต้น
- มีทักษะด้านงานออกแบบชิ้นส่วนเครื่องกล

ตำแหน่ง  ช่างเทคนิค    จำนวน  1   อัตรา
คุณสมบัติ -         คาดว่าจะสำเร็จการศึกษา  ปว.ส. ช่างยนต์  ช่างจักรกลหนัก  ช่างยนต์แอร์   ในภาค                                                                การศึกษาที่ 2/2552
-  สามารถใช้ Auto  CAD ได้เป็นอย่างดี
-        สามารถอ่านแบบงานเครื่องกลได้บ้าง





**** ทุกตำแหน่งต้องการผู้ที่มีความรับผิดชอบในการทำงานและสามารถปฏิบัติงานในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา
-  ผู้ที่สนใจสามารถมาลงชื่อหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ อาจารย์สาธิต
-  สัมภาษณ์ประมาณสัปดาห์ที่สองของเดือน กุมภาพันธ์ 2553
-  เริ่มงานประมาณ เมษายน 2553

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศสมัครงาน

ประกาศสมัครงาน

สมัครงานวันนี้.com
ลงประกาศฟรี สมัครงานวันนี้.com
ศูนย์รับสมัครงาน ประกาศหาคนงาน

[b][url=http://www.xn--42cg8caa7bp8av5efj8b7t.com]ประกาศสมัครงาน[/url][/b]

เว็บสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับสมัครงานแบ่งต่าจังหวัดต่างๆ ท่านไดที่ต้องการหางานทำหรือต้องการหาคนงานเชิญโพสฝากประวัติขอมูลได้เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สุนทรพจน์ หมายถึง

สุนทรพจน์ หมายถึง

          สุนทรพจน์หมายถึง คำพูดที่ดีงามไพเราะจับใจ การพูดสุนทรพจน์มักมีในงานสำคัญ เช่น พิธีต้อนรับแขกเมืองสำคัญ พิธีได้รับตำแหน่งสำคัญ   สุนทรพจน์เป็นคำสมาส มาจากคำว่า   สุนทร + พจน์  แปลว่า ถ้อยคำที่มีความไพเราะและดีงาม ดังนั้นการพูดสุนทรพจน์จึงต้องเรียบเรียงถ้อยคำให้ไพเราะสละสลวย  ให้ข้อคิดและจรรโลงใจผู้ฟัง
          การพูดสุนทรพจน์จัดเป็นการพูดอย่างเป็นทางการ  ผู้พูดจึงต้องเตรียมเนื้อเรื่องให้เหมาะสมกับโอกาสหรือสถานการณ์ที่       ได้รับเชิญ  ในบางโอกาสก็ใช้การอ่านจากต้นฉบับ  เพื่อให้ผู้ฟังได้รับสารที่จรรโลงใจและสัมผัสถ้อยคำภาษาที่มีความไพเราะ  สละสลวย
ลักษณะการพูดสุนทรพจน์
      ใช้ถ้อยคำไพเราะลึกซึ้งกินใจ จับใจ
      โน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม
      กระตุ้นผู้ฟัง มีความมั่นใจและยินดีร่วมมือ
      สร้างบรรยากาศให้เกิดความหรรษาและให้ความสุขแก่ผู้ฟัง
โครงสร้างทั่วไปของการพูดสุนทรพจน์
     ๑.   ตอนเปิดเรื่อง กระตุ้นให้ผู้ฟังเห็นความสำคัญของเรื่องที่จะพูด   
     ๒.  ดำเนินเรื่อง ประกอบด้วยเนื้อหาสาระลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน
     ๓.  ตอนจบเรื่อง สรุปความทิ้งท้ายให้ผู้ฟังนำไปคิด หรือฝากไว้ในความทรงจำตลอดไป
โครงสร้างและขั้นตอนของสุนทรพจน์
          คำนำ หรือการเริ่มต้น (Introduction)
          เนื้อเรื่อง หรือสาระสำคัญของเรื่อง (Discussion)
          สรุปจบ หรือการลงท้าย (Conclusion) 
    "ขึ้นต้นให้ตื่นเต้น ตอนกลางให้กลมกลืน และตอนจบให้จับใจ "
แบ่งโครงสร้างของสุนทรพจน์เป็นสัดส่วน ได้ดังนี้ 
              คำนำ         ๕ - ๑๐ %
              เนื้อเรื่อง     ๘๐ - ๙๐ %
               สรุปจบ     ๕ - ๑๐ %
เทคนิคการกล่าวสุนทรพจน์
          1. กล่าวนำอาจจะยกเหตุการณ์สำคัญอาจจะยกเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เริ่มต้นให้น่าสนใจ
          2. ในส่วนเนื้อหานั้นกล่าวแล้วต้องแบ่งประเด็นและอาจจะมีการยกตัวอย่าง การยกตัวอย่างจะทำให้น่าสนใจ
          3. สุดท้ายคือการลงท้าย การลงท้ายจะเรียกคะแนนสุดท้ายของกรรมการได้จะมียกกลอน
          4. เทคนิคขึ้นต้นกับลงท้ายอย่าใช้เทคนิคเดียวกันจะหน้าเบื่อ เริ่มพูดก็ขึ้นกลอนให้เร้าใจ กรรมการหรือผู้ฟังเริ่มสนใจตอนขึ้นต้น ถ้าขึ้นเป็นบทกวีลง
          ท้ายไม่ต้องเป็นบทกวี แต่ถ้าตอนขึ้นต้นอาจจะพูดถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน พอลงท้ายอาจจะลงท้ายด้วยคำคมภาษิต ข้อคิดเตือนใจ หรือจะเป็นการเน้นย้ำจำเป็น
ที่จะต้องจดจำทิ้งท้ายว่าอย่าง ก็เป็นเรื่องของการเตรียมขั้นตอน ของการกล่าวสุนทรพจน์

“คำกล่าวสุนทรพจน์ของ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี”
ในพิธีเปิดงานมหัศจรรย์เด็กไทย มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ ศูนย์แสดงสินค้า 
และการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 
ผู้บริหารการศึกษา 
คณาจารย์  นักเรียน  นักศึกษา 
และผู้มีเกียรติทุกท่าน 
         ผมมีความยินดี และมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานมหัศจรรย์เด็กไทย มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งได้มาชื่นชมผลงานที่เกิดจากความสามารถของนักเรียนจากทุกภูมิภาคของประเทศ  ในวันนี้
        เรามีความเชื่อมั่นกันแน่นอนว่า เด็กไทยมีความมหัศจรรย์ในตัวเอง มีการเรียนรู้ จินตนาการ และมีพลังสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ และเด็กยิ่งได้รับการศึกษาอบรม ดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากครอบครัว สถานศึกษาและทุกภาคส่วนของสังคมมากเพียงใด ก็ยิ่งจะทำให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ คุณธรรม และมีความรู้ความสามารถมากขึ้นมากเพียงนั้น เป็นทรัพยากรบุคคลที่พร้อมจะทำคุณประโยชน์และสร้างสรรค์จรรโลงสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า สืบต่อไป  
       การศึกษาขั้นพื้นฐานจึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทุกด้าน รัฐบาลจึงมีนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้มีความเข้มแข็ง ทั้งส่งเสริมการขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานออกไปให้ทั่วถึง เพิ่มเงินอุดหนุนมากกว่า 14,564 ล้านบาท ให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ บรรจุอัตราข้าราชการครูและพนักงานราชการกว่า 1,700 อัตรา เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู สนับสนุนให้นักศึกษาหลักสูตรครู 5 ปี จำนวน 5,000 คน ไปปฏิบัติการสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู พัฒนาครูที่สอนไม่ตรงวุฒิการศึกษากว่า 30,000 คน และจัดสรรงบประมาณกว่า 22,800 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินวิทยฐานะให้แก่ครูที่มีผลงานในการจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานวิชาชีพ  เป็นต้น
       อย่างไรก็ตาม นโยบายคุณธรรมนำความรู้ยังเป็นหลักชัยในการจัดการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ให้ความสำคัญกับการนำเรื่องคุณธรรมไปใช้ควบคู่กับความรู้ ในขณะเดียวกัน สถานศึกษาทุกแห่งก็ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักคุณธรรม 8 ประการ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ ไปใช้ในการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อปลูกฝังให้หยั่งรากลึกไปสู่วิถีชีวิตของคนไทยต่อไป
        การนำเสนอผลงานของเยาวชนในวันนี้ นอกจากจะทำให้ได้เห็นถึงความรู้ ความสามารถของเด็กและเยาวชนของเราแล้ว ยังทำให้เราได้รับทราบว่ามาตรการที่กล่าวมานั้น ได้ส่งผลให้งานการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความก้าวหน้ามากขึ้น
        อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพเศรษฐกิจ  สังคม และเทคโนโลยี ไม่ได้ส่งผลเฉพาะ ทำให้วิถีการดำรงชีวิตของประชาชนต้องพัฒนาและปรับตัวมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่การจัดการศึกษาก็จำเป็นต้องส่งเสริมและพัฒนาเพื่อความเป็นเลิศ และเพื่อเพิ่มพูนทักษะให้   ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้นด้วย  และการจะทำงานในด้านต่างๆ ดังกล่าวให้ได้ผลนั้น  ทุกฝ่ายจะต้องมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
       ในโอกาสนี้ ผมมีประเด็นที่ขอฝากให้ท่านผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้นำไปพิจารณา  ดังนี้
ประการแรก ขอให้ผู้บริหาร ครู และชุมชน  น้อมนำแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”เป็นหลักในการจัดการศึกษา เพื่อให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสที่ยังอาจตกหล่นในหลายพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็ขอให้ปรับหลักสูตร หรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่คำนึงถึงความหลากหลายทางพื้นฐานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ให้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างในโอกาสและเพิ่มคุณภาพการศึกษา ของกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ประการที่สอง ขอให้ส่งเสริมให้นักเรียนซึ่งได้เรียนรู้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนแล้ว  นำหลักการนี้ไปสู่การดำรงชีวิต และการตัดสินใจ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดแก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมประเทศชาติสืบต่อไปด้วย
ประการสุดท้าย ขอให้ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งมั่นคง เช่น การช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกไปทำหน้าที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้ เพื่อทำให้การเมืองของเรามีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และร่วมกันปลูกฝังวิถีชีวิตประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในครอบครัว โรงเรียน และในสังคมโดยรวม
ผมขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้จัดงานมหัศจรรย์เด็กไทย มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน   ในวันนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรายงานผลการปฏิรูปการศึกษา ขั้นพื้นฐานให้สาธารณชนได้รับทราบแล้ว ยังเป็นเวทีให้นักเรียนและโรงเรียนได้นำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกันอีกด้วย
ผมขอแสดงความชื่นชมผลงานของเด็กและเยาวชน ไทยซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในหลายๆ ด้าน พร้อมทั้ง ขอขอบคุณผู้ปกครอง   ครู  อาจารย์  ผู้บริหาร  ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ทุ่มเท เสียสละ ร่วมกันพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยให้เป็นเด็กดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข อันจะเป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่สังคมไทย สืบต่อไป
บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน มหัศจรรย์เด็กไทย  มหกรรมปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ณ บัดนี้ ขออวยพรให้การจัดงานบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ  และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีพลังกาย  พลังใจ และพลังปัญญา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

การเขียนโครงงาน

การเขียนโครงงาน

1. ชื่อโครงงาน

          ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึง วัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย
           การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้           อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะ สื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน

2. ผู้จัดทำโครงงาน

          การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด

3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน

          การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย

4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

          ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
                     - แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา
                     - แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล
                     - ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป
           การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

ส่วนที่ 1 คำนำ :
          เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง :
          อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้
ส่วนที่ 3 สรุป :
          สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1
5. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
          วัตถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ
6. สมมติฐานของการศึกษา
          สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว
7. ขอบเขตของการทำโครงงาน
          ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
                    1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนด กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา
                    2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน
8. วิธีดำเนินการ
          วิธีดำเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำ โครงงาน ตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย
                    1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
                    2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
                    3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
                    4. การวิเคราะห์ข้อมูล
          ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
          ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การคาดหวังถึงผลการดำเนินการตามโครงการ ในการเขียนต้องคาดคะเนเหตุการณ์ว่าเมื่อได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์สิ้นสุดลง ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างไรและได้รับมากน้อยเพียงใด ผลที่ได้รับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ศึกษา
10. แผนการกำหนดเวลาปฏิบัติงาน
          การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องกำหนดตารางเวลาดำเนินการทุกขั้นตอน เพราะ การทำตารางเวลาจะเป็นประโยชน์ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อการติดตามประเมินผลการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน จนสิ้นสุดการทำโครงงานนั้น
11. เอกสารอ้างอิง
          เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลักการ ที่นิยมกัน

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Wh Question

Wh Question

คือ ประโยคคำถาม
ที่ไม่ต้องการคำตอบว่า Yes หรือ No
แต่ต้องการเป็นรายละเอียด
เวลาออกเสียง ท้ายประโยคไม่ต้องออกเสียงสูงขึ้น

การถาม-ตอบ Wh- Question จะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. ถามเกี่ยวกับประธานของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) 
คำตอบมักจะเป็นคำนาม 
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.1 ถ้าประธานเป็นคน 
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + (Verb to be หรือ คำกริยาช่วย + คำกริยารูปเดิม หรือ คำกริยาช่อง 1) + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who is in the classroom? (ใครอยู่ในห้องเรียน)
=> John is in the classroom. (John อยู่ในห้องเรียน)
Who can speak Japanese? (ใครพูดภาษาญี่ปุ่นเป็น)
=> Ludda can speak Japanese. (ลัดดาพูดภาษาญี่ปุ่นเป็น)
Who rides a bicycle to school? (ใครขี่จักรยานมาโรงเรียน)
=> Somsak rides a bicycle to school. (สมศักดิ์ขี่จักรยานมาโรงเรียน)
Who goes to the market every morning? (ใครไปตลาดทุกเช้า)
=> Malee goes to the market every morning. (มาลีไปตลาดทุกเช้า)
1.2 ถ้าประธานเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + (Verb to be หรือ คำกริยาช่วย + คำกริยารูปเดิม หรือ คำกริยาช่อง 1) + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What is in the box? (อะไรอยู่ในกล่อง)
=> A pen is in the box. (ปากกาอยู่ในกล่อง 1 ด้าม)
What can sing? (อะไรที่ร้องเพลงได้)
=> Jim's bird can sing. (นกของ Jimร้องเพลงได้)
What plays football with John? (อะไรเล่นฟุตบอลกับ John)
=> A dog plays football with John. (สุนัขเล่นฟุตบอลกับ John)
2. ถามเกี่ยวกับกรรมของประโยคว่าคือใครหรืออะไร
(ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What)
มักจะตอบด้วยคำนามหรือคำสรรพนาม
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
2.1 ถ้ากรรมเป็นคน
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า Who 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Who + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Who do you love? (คุณรักใคร)
=> I love you. (ฉันรักคุณ)
Who does Mr. White hate? (Mr. White เกลียดใคร)
=> He hates John. (เขาเกลียด John)
2.2 ถ้ากรรมเป็นสัตว์หรือสิ่งของ
จะถามขึ้นต้นด้วยคำว่า What 
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
What + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
What do Tom and Tony eat every day? (Tom และ Tony ทานอะไรทุกวัน)
=> They eat noodles every day. (พวกเขาทานก๋วยเตี๋ยวทุกวัน)
What does Susan drink every morning? (Susan ดื่มอะไรทุกเช้า)
=> She drinks milk every morning. (หล่อนดื่มนมทุกเช้า)
3. ถามเกี่ยวกับส่วนขยายของกรรม
เช่น ที่ไหน/เมื่อไหร่/อย่างไร ฯลฯ 
(จะไม่ขึ้นต้นด้วย Who หรือ What) 
อาจจะตอบด้วยคำ หรือกลุ่มคำ (วลี) เช่น
3.1 ถามขึ้นต้นด้วย Where 
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "ที่ไหน"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
Where + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
Where do you go every Saturday? (คุณไปไหนทุกวันเสาร์)
=> I go to Chiangrai every Saturday. (ฉันไปเชียงรายทุกวันเสาร์)
Where does he go every Sunday? (เขาไปไหนทุกวันอาทิตย์)
=> He goes to Chiangrai every Sunday. (เขาไปเชียงรายทุกวันอาทิตย์)
3.2 ถามขึ้นต้นด้วย When 
ถ้าต้องการรายละเอียดเป็นเวลาว่า "เมื่อไหร่"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
When + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
When do Tom and Tony watch TV? (Tom และ Tony ดูทีวีเมื่อไหร่=ตอนเวลาเท่าไหร่)
=> They watch TV at 8 o'clock. (พวกเขาดูทีวีตอน 8 นาฬิกา)
When does Tom watch TV? (Tom ดูทีวีเมื่อไหร่=ตอนไหน)
=> He watches TV at night. (เขาดูทีวีตอนกลางคืน)
When does Mary play basketball? (Mary เล่นบาสเก็ตบอลเมื่อไหร่=ตอนไหน)
=> She plays basketball in the evening. (เธอเล่นบาสเก็ตบอลตอนเย็น)
3.3 ถามขึ้นต้นด้วย How 
ถ้าต้องการรายละเอียดว่า "อย่างไร"
โดยใช้โครงสร้างประโยคคำถามดังนี้
How + do หรือ does + ประธาน + คำกริยารูปเดิม + (ส่วนเติมเต็ม) + ?
เช่น
How do you go to Bangkok? (คุณไปกรุงเทพอย่างไร=เดินทางโดยอะไร)
=> I go to Bangkok by bus. (ฉันไปกรุงเทพโดยรถโดยสารประจำทาง)
How does Somsri go to the market? (สมศรีไปตลาดอย่างไร)
=> She goes to the market on foot. (หล่อนเดินไปตลาด)
http://www.star-circuit.com/article/another-article/Wh-Question.html